Brevis (BREV) คืออะไร?

2026-01-29

ในการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Applications: DApps) สมาร์ตคอนแทรกต์บนบล็อกเชนมักมีข้อจำกัดสำคัญ เช่น

  • ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลในอดีตของบล็อกเชนได้โดยตรง

  • ไม่สามารถดึงข้อมูลจากบล็อกเชนอื่น (Cross-chain) ได้โดยไม่ต้องพึ่งพา Oracle หรือผู้ให้บริการภายนอก

  • การประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อนบน Layer-1 เช่น Ethereum มีต้นทุนสูง

Brevis ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาด้าน Scalability และ Interoperability เหล่านี้ ด้วยการนำเสนอแนวคิด Zero-Knowledge (ZK) Coprocessor ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับ GPU ในคอมพิวเตอร์ ที่ช่วยประมวลผลงานหนักแทน CPU โดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพหลักของระบบ

Brevis ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้าง DApps ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven DApps) และสามารถใช้ข้อมูลจากหลายบล็อกเชนได้ โดยไม่ต้องเพิ่มสมมติฐานด้านความเชื่อใจ (Trust Assumptions) ใหม่ให้กับระบบ

____________________________________________________________________________

Brevis ทำงานอย่างไร?

Brevis ใช้แนวคิด แยกการประมวลผล (Computation) ออกจากการตรวจสอบความถูกต้อง (Verification) โดยย้ายงานประมวลผลที่ซับซ้อนออกไปนอกบล็อกเชนหลัก แล้วส่งผลลัพธ์กลับมาพร้อมกับ Zero-Knowledge Proof (ZKP) เพื่อยืนยันว่าการคำนวณนั้นถูกต้องจริง

โมเดล ZK Coprocessor

ในโครงสร้างของ Brevis

  • สมาร์ตคอนแทรกต์บนบล็อกเชนหลัก (เช่น Ethereum) จะส่งคำขอให้ Brevis ทำการคำนวณหรือดึงข้อมูล

  • Brevis จะประมวลผลคำขอนั้นนอกเชน

  • จากนั้นจะสร้าง Zero-Knowledge Proof เพื่อยืนยันความถูกต้องของผลลัพธ์

  • สมาร์ตคอนแทรกต์สามารถตรวจสอบ Proof ได้โดยไม่ต้องรันการคำนวณซ้ำ

แนวทางนี้ช่วยลดต้นทุน (Gas Fee) และเพิ่มความสามารถของสมาร์ตคอนแทรกต์อย่างมีนัยสำคัญ

____________________________________________________________________________

ProverNet คืออะไร?

ProverNet คือกลไกหลักที่ขับเคลื่อน Brevis โดยทำหน้าที่เป็น ตลาดแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Marketplace) ของ Prover

  • Prover คือผู้เข้าร่วมเครือข่ายที่แข่งขันกันสร้าง Zero-Knowledge Proof สำหรับคำขอแต่ละรายการ

  • ระบบนี้ช่วยให้การสร้าง Proof มีความกระจายศูนย์ โปร่งใส และมีการแข่งขันด้านต้นทุน

ปัจจุบัน ProverNet ถูกใช้งานบนบล็อกเชน Base และมีแผนจะย้ายไปยัง Brevis Rollup ที่เป็นเครือข่ายเฉพาะของ Brevis ในอนาคต

____________________________________________________________________________

จุดเด่นสำคัญของ Brevis

-การเข้าถึงข้อมูลแบบ Omnichain

Brevis ช่วยให้ DApps สามารถเข้าถึงและใช้งานข้อมูลจากหลายบล็อกเชนพร้อมกัน รองรับ Use Case เช่น

  • ระบบ Reputation ข้ามเชน

  • การวิเคราะห์สภาพคล่องย้อนหลัง

  • Logic ของ DeFi ที่อ้างอิงข้อมูลจากหลายเครือข่าย

-การยืนยันผลแบบไม่ต้องเชื่อใจ (Trust-free Verification)

Brevis ใช้ Zero-Knowledge Proof ในการยืนยันผลลัพธ์ ทำให้บล็อกเชนปลายทางตรวจสอบความถูกต้องจากหลักฐานทางคณิตศาสตร์ แทนการเชื่อใจผู้ให้ข้อมูล

-zkVM ประสิทธิภาพสูง

Brevis ใช้ Pico zkVM เพื่อเพิ่มความเร็วในการสร้าง Proof โดยมุ่งหวังให้การประมวลผลนอกเชนมีประสิทธิภาพเพียงพอสำหรับการใช้งานแบบใกล้เคียง Real-time

____________________________________________________________________________

โทเคน BREV คืออะไร?

BREV คือโทเคนหลักของระบบนิเวศ Brevis ทำหน้าที่ทั้งด้าน Utility และ Governance เพื่อเชื่อมโยงแรงจูงใจของผู้ใช้งาน นักพัฒนา และ Prover เข้าด้วยกัน

การใช้งานของโทเคน BREV

  • ค่าธรรมเนียมการสร้าง Proof: นักพัฒนาและ DApps ใช้ BREV เพื่อชำระค่าธรรมเนียมในการขอและตรวจสอบ Zero-Knowledge Proof

  • Staking และความปลอดภัยของเครือข่าย: Prover ต้องนำ BREV มาวางค้ำประกัน (Stake) หากทำงานผิดพลาดหรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม อาจถูกลงโทษด้วยการ Slashing

  • Governance: ผู้ถือ BREV สามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและนโยบายของโปรโตคอล

  • Gas Token ในอนาคต: เมื่อ Brevis ย้ายไปยัง Brevis Rollup โทเคน BREV มีแผนจะถูกใช้เป็น Gas Token ของเครือข่าย

____________________________________________________________________________

Tokenomics

Brevis มีอุปทานโทเคนคงที่ (Fixed Supply) จำนวน 1,000,000,000 BREV (1 พันล้านโทเคน) โดยมีการจัดสรรดังนี้

  • Ecosystem Growth: 37%

  • Community Incentives: 32.20%

  • Team: 20%

  • Seed Investors: 10.80%

____________________________________________________________________________

สรุป

Brevis เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านบล็อกเชนที่มุ่งเน้นแนวคิด Modular Architecture โดยแยกงานประมวลผลที่ซับซ้อนออกไปยังเลเยอร์เฉพาะทาง ผ่านเทคโนโลยี Zero-Knowledge

แนวทางนี้ช่วยให้สมาร์ตคอนแทรกต์สามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น คำนวณได้ซับซ้อนขึ้น และทำงานข้ามบล็อกเชนได้ โดยยังคงหลักการของความกระจายศูนย์และความปลอดภัยไว้ครบถ้วน