Zama (ZAMA) คืออะไร?

บทนำ
บล็อกเชนสาธารณะอย่าง Ethereum หรือ Bitcoin ถูกออกแบบมาให้ “โปร่งใส” เป็นหลัก ทุกธุรกรรมสามารถตรวจสอบได้แบบเปิดเผย ซึ่งแม้ความโปร่งใสจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและการตรวจสอบย้อนกลับได้ แต่ก็หมายความว่าข้อมูลทั้งหมดสามารถถูกมองเห็นได้โดยสาธารณะเช่นกัน
ข้อจำกัดด้านความเป็นส่วนตัวนี้ทำให้การพัฒนาแอปพลิเคชันบางประเภท โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการเงิน การแพทย์ หรือภาคองค์กร ทำได้ยาก
Zama เข้ามาแก้ปัญหานี้ด้วยการนำเทคโนโลยี Fully Homomorphic Encryption (FHE) มาใช้กับบล็อกเชน ซึ่งเป็นเทคนิคการเข้ารหัสที่ทำให้ข้อมูล “ยังคงถูกเข้ารหัสอยู่ แม้ในระหว่างการประมวลผล” โดยการพัฒนาโปรโตคอลที่รองรับ Smart Contract แบบรักษาความลับ (Confidential Smart Contracts) Zama มีเป้าหมายที่จะยกระดับความเป็นส่วนตัวของ Web3 โดยไม่ลดทอนความสามารถในการตรวจสอบของเครือข่ายสาธารณะ
Zama คืออะไร?
Zama เป็นบริษัทและโปรโตคอลด้านวิทยาการเข้ารหัสแบบโอเพนซอร์ส ที่มุ่งเน้นการทำให้เทคโนโลยี FHE เข้าถึงนักพัฒนาได้ง่ายขึ้น
ผลิตภัณฑ์หลักของ Zama คือ Zama Confidential Blockchain Protocol ซึ่งเปิดทางให้ Smart Contract สามารถประมวลผลข้อมูลแบบเข้ารหัสได้
แนวคิดสำคัญของ Zama คือ แทนที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนให้บล็อกเชนหรือเซิร์ฟเวอร์เห็นก่อนประมวลผล ผู้ใช้สามารถเข้ารหัสข้อมูลของตนเองจากต้นทาง จากนั้นบล็อกเชนจะทำการประมวลผลข้อมูลที่ยังถูกเข้ารหัส และสร้างผลลัพธ์ที่เข้ารหัสกลับมา ซึ่งมีเพียงผู้ใช้เท่านั้นที่สามารถถอดรหัสได้
กระบวนการนี้ช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวแบบ End-to-End สำหรับแอปพลิเคชันบนบล็อกเชน
Zama ทำงานอย่างไร?
สถาปัตยกรรมของ Zama ใช้ FHE เพื่อแก้ปัญหา “ความเป็นส่วนตัว vs ความโปร่งใส” ที่เป็นข้อจำกัดของบล็อกเชนแบบดั้งเดิม
1) Fully Homomorphic Encryption (FHE)
FHE คือเทคโนโลยีที่อนุญาตให้สามารถคำนวณกับข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสได้โดยตรง
โดยทั่วไป ธุรกรรมบนบล็อกเชนต้องเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้เครือข่ายตรวจสอบ เช่น การตรวจสอบยอดคงเหลือ แต่ด้วย FHE ของ Zama Smart Contract สามารถตรวจสอบยอดเงินหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ได้โดยที่ข้อมูลยังคงถูกเข้ารหัส
เครือข่ายสามารถยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องเห็นข้อมูลจริง
2) Confidential Smart Contracts (fhEVM)
Zama พัฒนา fhEVM (Fully Homomorphic Ethereum Virtual Machine) ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมสำหรับรัน Smart Contract แบบรักษาความลับ
นักพัฒนายังคงสามารถเขียน Smart Contract ด้วยภาษา Solidity ซึ่งเป็นภาษามาตรฐานของ Ethereum ได้ตามปกติ โดยสามารถกำหนดได้ว่า
ส่วนใดของสัญญาควรเป็นข้อมูลสาธารณะ
ส่วนใดควรเป็นข้อมูลส่วนตัว (เข้ารหัส)
แนวทางนี้ช่วยให้นักพัฒนาสามารถผสานระบบความเป็นส่วนตัวเข้ากับ DApps เดิมได้โดยไม่ต้องสร้างโครงสร้างใหม่ทั้งหมด
3) ความสามารถในการทำงานข้ามเครือข่าย (Cross-Chain Compatibility)
Zama ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็น “เลเยอร์” ที่วางอยู่บนบล็อกเชนอื่น ๆ เช่น Ethereum และเครือข่าย Layer 2
นักพัฒนาไม่จำเป็นต้องย้ายออกจากเครือข่ายที่ใช้อยู่เดิม แต่สามารถใช้เทคโนโลยีของ Zama เพื่อเพิ่มฟังก์ชันด้านความเป็นส่วนตัวเข้าไปในระบบได้
กรณีการใช้งานที่เป็นไปได้
เทคโนโลยีของ Zama เปิดโอกาสให้เกิดแอปพลิเคชันบล็อกเชนรูปแบบใหม่ที่ต้องการการปกป้องข้อมูล
Confidential DeFi
ผู้ใช้สามารถเทรด ปล่อยกู้ หรือยืมเงินได้โดยไม่ต้องเปิดเผยสถานะพอร์ตหรือกลยุทธ์การลงทุน ลดความเสี่ยงจาก front-running และ copy-trading
ตัวตนดิจิทัลบนบล็อกเชน
ผู้ใช้สามารถพิสูจน์คุณสมบัติบางอย่าง เช่น อายุเกิน 18 ปี หรือเป็นพลเมืองของประเทศหนึ่ง โดยไม่ต้องอัปโหลดเอกสารแสดงตัวตนแบบเต็มรูปแบบ
การโหวตแบบเข้ารหัสใน DAO
สามารถสร้างระบบโหวตแบบลับ (Secret Ballot) ที่นับคะแนนได้ถูกต้อง แต่ไม่เปิดเผยตัวเลือกของผู้โหวต ลดความเสี่ยงจากการกดดันหรือการติดสินบน
เกมบนบล็อกเชน
เกมสามารถซ่อนข้อมูลบางส่วน เช่น ไพ่ในมือ หรือระบบ “Fog of War” ทำให้เกมมีความสมจริงมากขึ้น
โทเคน ZAMA คืออะไร?
ZAMA เป็นโทเคนยูทิลิตี้หลักของระบบนิเวศ Zama โดยมีบทบาทสำคัญดังนี้
ค่าธรรมเนียม (Gas Fees)
ผู้ใช้ต้องชำระโทเคน ZAMA เพื่อดำเนินธุรกรรมและรัน Smart Contract แบบเข้ารหัส
การกำกับดูแล (Governance)
ผู้ถือโทเคนสามารถมีส่วนร่วมในการโหวตอัปเกรดโปรโตคอลและการปรับพารามิเตอร์ของระบบ
แรงจูงใจ (Incentives)
ผู้ดำเนินการเครือข่ายที่ทำหน้าที่ประมวลผล FHE ซึ่งมีความซับซ้อนด้านการคำนวณ สามารถรับรางวัลเป็นโทเคน ZAMA
สรุป
ความเป็นส่วนตัวถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการยอมรับบล็อกเชนในวงกว้าง โดยเฉพาะในระดับสถาบันและองค์กร
การนำ Fully Homomorphic Encryption มาใช้กับบล็อกเชนของ Zama ช่วยให้เครือข่ายสามารถ “ประมวลผลข้อมูลโดยไม่ต้องเห็นข้อมูลนั้น” ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนา Web3 ให้มีความปลอดภัย เป็นส่วนตัว และใช้งานได้จริงมากยิ่งขึ้นในอนาคต