Zama (ZAMA) คืออะไร?

2026-02-19

บทนำ

บล็อกเชนสาธารณะอย่าง Ethereum หรือ Bitcoin ถูกออกแบบมาให้ “โปร่งใส” เป็นหลัก ทุกธุรกรรมสามารถตรวจสอบได้แบบเปิดเผย ซึ่งแม้ความโปร่งใสจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและการตรวจสอบย้อนกลับได้ แต่ก็หมายความว่าข้อมูลทั้งหมดสามารถถูกมองเห็นได้โดยสาธารณะเช่นกัน

ข้อจำกัดด้านความเป็นส่วนตัวนี้ทำให้การพัฒนาแอปพลิเคชันบางประเภท โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการเงิน การแพทย์ หรือภาคองค์กร ทำได้ยาก

Zama เข้ามาแก้ปัญหานี้ด้วยการนำเทคโนโลยี Fully Homomorphic Encryption (FHE) มาใช้กับบล็อกเชน ซึ่งเป็นเทคนิคการเข้ารหัสที่ทำให้ข้อมูล “ยังคงถูกเข้ารหัสอยู่ แม้ในระหว่างการประมวลผล” โดยการพัฒนาโปรโตคอลที่รองรับ Smart Contract แบบรักษาความลับ (Confidential Smart Contracts) Zama มีเป้าหมายที่จะยกระดับความเป็นส่วนตัวของ Web3 โดยไม่ลดทอนความสามารถในการตรวจสอบของเครือข่ายสาธารณะ

Zama คืออะไร?

Zama เป็นบริษัทและโปรโตคอลด้านวิทยาการเข้ารหัสแบบโอเพนซอร์ส ที่มุ่งเน้นการทำให้เทคโนโลยี FHE เข้าถึงนักพัฒนาได้ง่ายขึ้น

ผลิตภัณฑ์หลักของ Zama คือ Zama Confidential Blockchain Protocol ซึ่งเปิดทางให้ Smart Contract สามารถประมวลผลข้อมูลแบบเข้ารหัสได้

แนวคิดสำคัญของ Zama คือ แทนที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนให้บล็อกเชนหรือเซิร์ฟเวอร์เห็นก่อนประมวลผล ผู้ใช้สามารถเข้ารหัสข้อมูลของตนเองจากต้นทาง จากนั้นบล็อกเชนจะทำการประมวลผลข้อมูลที่ยังถูกเข้ารหัส และสร้างผลลัพธ์ที่เข้ารหัสกลับมา ซึ่งมีเพียงผู้ใช้เท่านั้นที่สามารถถอดรหัสได้

กระบวนการนี้ช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวแบบ End-to-End สำหรับแอปพลิเคชันบนบล็อกเชน

Zama ทำงานอย่างไร?

สถาปัตยกรรมของ Zama ใช้ FHE เพื่อแก้ปัญหา “ความเป็นส่วนตัว vs ความโปร่งใส” ที่เป็นข้อจำกัดของบล็อกเชนแบบดั้งเดิม

1) Fully Homomorphic Encryption (FHE)

FHE คือเทคโนโลยีที่อนุญาตให้สามารถคำนวณกับข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสได้โดยตรง

โดยทั่วไป ธุรกรรมบนบล็อกเชนต้องเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้เครือข่ายตรวจสอบ เช่น การตรวจสอบยอดคงเหลือ แต่ด้วย FHE ของ Zama Smart Contract สามารถตรวจสอบยอดเงินหรือเงื่อนไขต่าง ๆ ได้โดยที่ข้อมูลยังคงถูกเข้ารหัส

เครือข่ายสามารถยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องเห็นข้อมูลจริง

2) Confidential Smart Contracts (fhEVM)

Zama พัฒนา fhEVM (Fully Homomorphic Ethereum Virtual Machine) ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมสำหรับรัน Smart Contract แบบรักษาความลับ

นักพัฒนายังคงสามารถเขียน Smart Contract ด้วยภาษา Solidity ซึ่งเป็นภาษามาตรฐานของ Ethereum ได้ตามปกติ โดยสามารถกำหนดได้ว่า

  • ส่วนใดของสัญญาควรเป็นข้อมูลสาธารณะ

  • ส่วนใดควรเป็นข้อมูลส่วนตัว (เข้ารหัส)

แนวทางนี้ช่วยให้นักพัฒนาสามารถผสานระบบความเป็นส่วนตัวเข้ากับ DApps เดิมได้โดยไม่ต้องสร้างโครงสร้างใหม่ทั้งหมด

3) ความสามารถในการทำงานข้ามเครือข่าย (Cross-Chain Compatibility)

Zama ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็น “เลเยอร์” ที่วางอยู่บนบล็อกเชนอื่น ๆ เช่น Ethereum และเครือข่าย Layer 2

นักพัฒนาไม่จำเป็นต้องย้ายออกจากเครือข่ายที่ใช้อยู่เดิม แต่สามารถใช้เทคโนโลยีของ Zama เพื่อเพิ่มฟังก์ชันด้านความเป็นส่วนตัวเข้าไปในระบบได้

กรณีการใช้งานที่เป็นไปได้

เทคโนโลยีของ Zama เปิดโอกาสให้เกิดแอปพลิเคชันบล็อกเชนรูปแบบใหม่ที่ต้องการการปกป้องข้อมูล

  • Confidential DeFi

ผู้ใช้สามารถเทรด ปล่อยกู้ หรือยืมเงินได้โดยไม่ต้องเปิดเผยสถานะพอร์ตหรือกลยุทธ์การลงทุน ลดความเสี่ยงจาก front-running และ copy-trading

  • ตัวตนดิจิทัลบนบล็อกเชน

ผู้ใช้สามารถพิสูจน์คุณสมบัติบางอย่าง เช่น อายุเกิน 18 ปี หรือเป็นพลเมืองของประเทศหนึ่ง โดยไม่ต้องอัปโหลดเอกสารแสดงตัวตนแบบเต็มรูปแบบ

  • การโหวตแบบเข้ารหัสใน DAO

สามารถสร้างระบบโหวตแบบลับ (Secret Ballot) ที่นับคะแนนได้ถูกต้อง แต่ไม่เปิดเผยตัวเลือกของผู้โหวต ลดความเสี่ยงจากการกดดันหรือการติดสินบน

  • เกมบนบล็อกเชน

เกมสามารถซ่อนข้อมูลบางส่วน เช่น ไพ่ในมือ หรือระบบ “Fog of War” ทำให้เกมมีความสมจริงมากขึ้น

โทเคน ZAMA คืออะไร?

ZAMA เป็นโทเคนยูทิลิตี้หลักของระบบนิเวศ Zama โดยมีบทบาทสำคัญดังนี้

  • ค่าธรรมเนียม (Gas Fees)
    ผู้ใช้ต้องชำระโทเคน ZAMA เพื่อดำเนินธุรกรรมและรัน Smart Contract แบบเข้ารหัส

  • การกำกับดูแล (Governance)
    ผู้ถือโทเคนสามารถมีส่วนร่วมในการโหวตอัปเกรดโปรโตคอลและการปรับพารามิเตอร์ของระบบ

  • แรงจูงใจ (Incentives)
    ผู้ดำเนินการเครือข่ายที่ทำหน้าที่ประมวลผล FHE ซึ่งมีความซับซ้อนด้านการคำนวณ สามารถรับรางวัลเป็นโทเคน ZAMA

สรุป

ความเป็นส่วนตัวถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการยอมรับบล็อกเชนในวงกว้าง โดยเฉพาะในระดับสถาบันและองค์กร

การนำ Fully Homomorphic Encryption มาใช้กับบล็อกเชนของ Zama ช่วยให้เครือข่ายสามารถ “ประมวลผลข้อมูลโดยไม่ต้องเห็นข้อมูลนั้น” ซึ่งอาจเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนา Web3 ให้มีความปลอดภัย เป็นส่วนตัว และใช้งานได้จริงมากยิ่งขึ้นในอนาคต