การลดอัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate มีผลต่อตลาดทุนอย่างไร?

2025-08-26

กระแสการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED มีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยจากคำพูดของประธาน FED เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากล่าวประมาณว่า “ความเสี่ยงเริ่มเปลี่ยนไปแล้วเราอาจต้องปรับเปลี่ยนจุดยืน” ชี้ให้เห็น จากเดิมที่ยืนยันจะให้เงินเฟ้อเหลือ 2% พอความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาอาจต้องปรับเปลี่ยนมาดูแลตรงนี้ ซึ่งเป็นนัยถึงการลดดอก มาดูกันดีกว่าครับว่าการลดอัตราดอกเบี้ย มีผลอย่างไรและสถิติที่ผ่านมาสามารถบอกอะไรได้บ้าง

Fed Funds Rate (FFR) หรือเรียกง่าย ๆ ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบาย คืออัตราดอกเบี้ยกลางที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) กำหนดขึ้น เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ใช้เป็นแนวทางในการตั้งดอกเบี้ย สินเชื่อ และ เงินฝาก กับประชาชน


FFR ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร? 

การกำหนด FFR ส่งผลต่อ Real Sector หรือภาคเศรษฐกิจจริงโดยตรง กระทบการ กู้ยืมเงิน ของธุรกิจและครัวเรือน ไปจนถึงการออมเงินของประชาชน เพราะ FFR เป็น ดอกเบี้ยอ้างอิง ของทุกประเภทดอกเบี้ยในระบบ

ผลกระทบของการปรับขึ้น–ปรับลงดอกเบี้ย

ขึ้นดอกเบี้ย

  • ธนาคารพาณิชย์มีต้นทุนกู้จาก FED สูงขึ้น ทำให้ธนาคารปล่อยกู้ได้ยากขึ้น ดอกเบี้ยสินเชื่อสูงขึ้น  ธุรกิจและประชาชนชะลอการกู้

  • การใช้จ่ายลดลง การออมเพิ่มขึ้น เพราะดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น

  • เป้าหมายหลักคือลดเงินเฟ้อ

ลดดอกเบี้ย

  • ธนาคารพาณิชย์มีต้นทุนกู้จาก FED ต่ำลง ทำให้ธนาคารปล่อยกู้ได้ง่ายขึ้น ดอกเบี้ยสินเชื่อถูกลง ภาคเอกชนกู้เงินลงทุนง่ายขึ้น

  • ครัวเรือนใช้จ่ายมากขึ้นเพราะดอกเบี้ยเงินฝากต่ำลง

  • เป้าหมายหลักคือกระตุ้นเศรษฐกิจ

ลดดอกเบี้ยกับ “สภาพคล่อง”

การลด FFR ไม่ได้มีผลแค่ทำให้กู้ยืมง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ยัง เพิ่มสภาพคล่อง (liquidity) ในระบบการเงิน ด้วย เพราะ พันธบัตรรัฐบาลที่ออกใหม่ให้ดอกเบี้ยน้อยลง พอคนไปแย่งกันซื้อพันธบัตรเก่าที่ให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่า ราคามีแนวโน้มสูงขึ้นส่งผลให้ Bond Yield เปอร์เซนต์ต่ำลง พอ ผลตอบแทน (Yield) ต่ำ นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์เสี่ยงแทนแทนที่จะถือพันธบัตรรัฐบาล

ด้วยความที่สหรัฐอเมริกา คือประเทศมหาอำนาจที่มีระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของโลก , เป็นประเทศที่มีตลาดทุนที่ใหญ่ที่สุด และ มีดอลลาร์ เป็นทุนสำรองของหลายๆประเทศ การขึ้นลงของนโยบายการเงินอเมริกาจึงส่งผลกระทบต่อทุกสินทรัพย์ทั่วโลก ที่นักลงทุนทั่วทุกมุมโลกต้องจับตามอง


สถิติที่ผ่านมาของตลาดทุนหลังการลดอัตราดอกเบี้ย

จากงานวิจัยของ Evercore ISI พบว่า ในช่วงที่ ไม่มีภาวะเศรษฐกิจถดถอย (non-recessionary periods) ดัชนี S&P 500 โดยเฉลี่ยปรับขึ้น 14% ภายใน 6 เดือนหลัง Fed ลดดอกเบี้ย ในทางกลับกันช่วงที่ เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recessions) ค่าเฉลี่ยกลับกลายเป็น ลดลง 4%

วันที่และผลตอบแทน S&P500  หลังลดดอกเบี้ย 6 เดือนเป็นดังนี้:

  • 2019/07: 13.3%

  • 2007/09: -11.8%

  • 2001/01: -12.4%

  • 1998/09: 26.5%

  • 1995/07: 8.0%

  • 1989/06: 7.5%

  • 1987/11: 1.7%

  • 1984/09: 7.2%


สรุปจากสถิติมี 2 กรณีที่เกิดขึ้นได้หลังลดดอกเบี้ย

1.ในปี 2001 และ 2007 การลดดอกไม่ช่วย เพราะเศรษฐกิจอ่อนแรงจนเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว ตลาดติดลบหลัง 6 เดือน

2. ปี 1987, 1995 และ 1998 FED สามารถลดดอกทันเวลา รอดจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตลาดบวกแรง (soft landing) หลัง 6 เดือน

ตามทฤษฎีแล้ว การลดอัตราดอกเบี้ยมักส่งผลบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง เพราะเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ผู้คนก็มักนำเงินไปลงทุนมากขึ้น แต่ในบางครั้ง การลดดอกเบี้ยเกิดจากเศรษฐกิจอ่อนแรงจนไม่ไหวแล้ว ลดดอกช้าไปจึงนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจและชะลอการลงทุน กว่าตลาดจะฟื้นอาจต้องรอจนดอกเบี้ยลดลงสู่ระดับต่ำ พร้อมกับมีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ หรือรอเมื่อผู้คนเริ่มกล้าใช้จ่ายอีกครั้ง จึงจะช่วยให้เศรษฐกิจและตลาดค่อย ๆ กลับมาคึกคักได้

แล้วครั้งนี้ละครับจะเป็นแบบไหน เชิงบวก หรือ ลบ ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงจะกลับมายิ้มได้เลยมั้ย ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ ดังนั้นปัจจัยเชิงบวกอย่างการลดดอก หากสามารถรอดไม่พบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ตลาดมีสิทธิกลับมาคึกคักอย่างที่ทุกคนคาดหวัง ถ้าอ้างอิงจากอดี