การลดอัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate มีผลต่อตลาดทุนอย่างไร?

กระแสการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED มีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยจากคำพูดของประธาน FED เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากล่าวประมาณว่า “ความเสี่ยงเริ่มเปลี่ยนไปแล้วเราอาจต้องปรับเปลี่ยนจุดยืน” ชี้ให้เห็น จากเดิมที่ยืนยันจะให้เงินเฟ้อเหลือ 2% พอความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจเข้ามาอาจต้องปรับเปลี่ยนมาดูแลตรงนี้ ซึ่งเป็นนัยถึงการลดดอก มาดูกันดีกว่าครับว่าการลดอัตราดอกเบี้ย มีผลอย่างไรและสถิติที่ผ่านมาสามารถบอกอะไรได้บ้าง
Fed Funds Rate (FFR) หรือเรียกง่าย ๆ ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบาย คืออัตราดอกเบี้ยกลางที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) กำหนดขึ้น เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ใช้เป็นแนวทางในการตั้งดอกเบี้ย สินเชื่อ และ เงินฝาก กับประชาชน
FFR ส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร?
การกำหนด FFR ส่งผลต่อ Real Sector หรือภาคเศรษฐกิจจริงโดยตรง กระทบการ กู้ยืมเงิน ของธุรกิจและครัวเรือน ไปจนถึงการออมเงินของประชาชน เพราะ FFR เป็น ดอกเบี้ยอ้างอิง ของทุกประเภทดอกเบี้ยในระบบ
ผลกระทบของการปรับขึ้น–ปรับลงดอกเบี้ย
ขึ้นดอกเบี้ย
ธนาคารพาณิชย์มีต้นทุนกู้จาก FED สูงขึ้น ทำให้ธนาคารปล่อยกู้ได้ยากขึ้น ดอกเบี้ยสินเชื่อสูงขึ้น ธุรกิจและประชาชนชะลอการกู้
การใช้จ่ายลดลง การออมเพิ่มขึ้น เพราะดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น
เป้าหมายหลักคือลดเงินเฟ้อ
ลดดอกเบี้ย
ธนาคารพาณิชย์มีต้นทุนกู้จาก FED ต่ำลง ทำให้ธนาคารปล่อยกู้ได้ง่ายขึ้น ดอกเบี้ยสินเชื่อถูกลง ภาคเอกชนกู้เงินลงทุนง่ายขึ้น
ครัวเรือนใช้จ่ายมากขึ้นเพราะดอกเบี้ยเงินฝากต่ำลง
เป้าหมายหลักคือกระตุ้นเศรษฐกิจ
ลดดอกเบี้ยกับ “สภาพคล่อง”
การลด FFR ไม่ได้มีผลแค่ทำให้กู้ยืมง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ยัง เพิ่มสภาพคล่อง (liquidity) ในระบบการเงิน ด้วย เพราะ พันธบัตรรัฐบาลที่ออกใหม่ให้ดอกเบี้ยน้อยลง พอคนไปแย่งกันซื้อพันธบัตรเก่าที่ให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่า ราคามีแนวโน้มสูงขึ้นส่งผลให้ Bond Yield เปอร์เซนต์ต่ำลง พอ ผลตอบแทน (Yield) ต่ำ นักลงทุนหันไปหาสินทรัพย์เสี่ยงแทนแทนที่จะถือพันธบัตรรัฐบาล
ด้วยความที่สหรัฐอเมริกา คือประเทศมหาอำนาจที่มีระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของโลก , เป็นประเทศที่มีตลาดทุนที่ใหญ่ที่สุด และ มีดอลลาร์ เป็นทุนสำรองของหลายๆประเทศ การขึ้นลงของนโยบายการเงินอเมริกาจึงส่งผลกระทบต่อทุกสินทรัพย์ทั่วโลก ที่นักลงทุนทั่วทุกมุมโลกต้องจับตามอง
สถิติที่ผ่านมาของตลาดทุนหลังการลดอัตราดอกเบี้ย
จากงานวิจัยของ Evercore ISI พบว่า ในช่วงที่ ไม่มีภาวะเศรษฐกิจถดถอย (non-recessionary periods) ดัชนี S&P 500 โดยเฉลี่ยปรับขึ้น 14% ภายใน 6 เดือนหลัง Fed ลดดอกเบี้ย ในทางกลับกันช่วงที่ เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (recessions) ค่าเฉลี่ยกลับกลายเป็น ลดลง 4%
วันที่และผลตอบแทน S&P500 หลังลดดอกเบี้ย 6 เดือนเป็นดังนี้:
2019/07: 13.3%
2007/09: -11.8%
2001/01: -12.4%
1998/09: 26.5%
1995/07: 8.0%
1989/06: 7.5%
1987/11: 1.7%
1984/09: 7.2%
สรุปจากสถิติมี 2 กรณีที่เกิดขึ้นได้หลังลดดอกเบี้ย
1.ในปี 2001 และ 2007 การลดดอกไม่ช่วย เพราะเศรษฐกิจอ่อนแรงจนเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว ตลาดติดลบหลัง 6 เดือน
2. ปี 1987, 1995 และ 1998 FED สามารถลดดอกทันเวลา รอดจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตลาดบวกแรง (soft landing) หลัง 6 เดือน
ตามทฤษฎีแล้ว การลดอัตราดอกเบี้ยมักส่งผลบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง เพราะเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้น ผู้คนก็มักนำเงินไปลงทุนมากขึ้น แต่ในบางครั้ง การลดดอกเบี้ยเกิดจากเศรษฐกิจอ่อนแรงจนไม่ไหวแล้ว ลดดอกช้าไปจึงนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจและชะลอการลงทุน กว่าตลาดจะฟื้นอาจต้องรอจนดอกเบี้ยลดลงสู่ระดับต่ำ พร้อมกับมีการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ หรือรอเมื่อผู้คนเริ่มกล้าใช้จ่ายอีกครั้ง จึงจะช่วยให้เศรษฐกิจและตลาดค่อย ๆ กลับมาคึกคักได้
แล้วครั้งนี้ละครับจะเป็นแบบไหน เชิงบวก หรือ ลบ ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงจะกลับมายิ้มได้เลยมั้ย ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่ ดังนั้นปัจจัยเชิงบวกอย่างการลดดอก หากสามารถรอดไม่พบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ตลาดมีสิทธิกลับมาคึกคักอย่างที่ทุกคนคาดหวัง ถ้าอ้างอิงจากอดี